Sportsmen & Their Clothing

Men's Fitness EditorStyle

ในปัจจุบันวงการกีฬาและวงการแฟชั่นดูเหมือนจะร่นระยะห่างลงและคอยเกื้อหนุนกันเยอะขึ้น ไล่มาตั้งแต่การร่วมมือกับนักกีฬาชื่อดัง ไปจนถึงเสื้อผ้าที่ออกแบบโดยตัวนักกีฬาเอง สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ หลอมรวมเอาฟังก์ชั่นและดีไซน์มาเจอกันคนละครึ่งทาง


ก่อนหน้าที่นักกีฬากับเสื้อผ้าจะมาเป็นของคู่กัน พวกเขาต้องมีฝีมือในกีฬาที่เก่งกาจและมีความเป็นขวัญใจมหาชน เพราะต้องเข้าใจว่าในสังคมของตะวันตก ความเชื่อทางศาสนาไม่ได้เคร่งครัดเหมือนวัฒนธรรมตะวันออก ความเชื่อบางส่วนย้ายมาอยู่ในตัวของบุคคล เช่นนักกีฬา ทีมกีฬา ศิลปิน หรือดาราฮอลลีวูด เมื่อคนเหล่านี้เปรียบเสมือนศาสดาผู้แสดงฝีมือให้เห็นว่าพวกเขาทำได้จริงและเต็มไปด้วยความรู้สึกที่จับต้องได้ ผู้คนก็เริ่มอยากเป็นเหมือนศาสดา ส่งผลให้เสื้อผ้าที่อยู่บนร่างกายของพวกเขาเพิ่มมูลค่าขึ้นไปโดยปริยาย การสร้างมูลค่าแบรนด์อย่างเช่น การเป็นสปอนเซอร์จึงเป็นที่นิยม เรื่อยมาจนเริ่มทำให้นักกีฬาบางคนมีส่วนร่วมในการออกแบบมากขึ้น บ้างก็สอดแทรกความเป็นตัวเองลงไป บ้างมีเทคโนโลยีใหม่ๆ มารองรับ และนักการตลาดก็ต้องคิดว่าทำอย่างไรจะทำให้ของพวกนี้ขายได้

เมื่อในอดีตการทำงานร่วมกันระหว่างเสื้อผ้าและนักกีฬาเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1918 โดยที่ Converse All-Star Chuck Taylor รองเท้าสัญชาติอเมริกันชื่อดังเริ่มเป็นสปอนเซอร์ให้กับนักกีฬาบาสเกตบอล จนตัว Chuck เองได้เสนอไอเดียที่ว่ารองเท้าควรจะเป็นแบบหุ้มข้อเพื่อซัพพอร์ตและปกป้องข้อเท้าของนักกีฬา นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของหนึ่งในรองเท้าที่คลาสสิกตลอดกาล ภายหลังในปี 2003 ไนกี้ได้เข้ามาซื้อกิจการ (ราว 305 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) และได้ออก Chuck Taylor รุ่นที่สองออกมาในปี 2016 ทำให้เราได้เห็นการใช้เทคโนโลยีอย่างพื้นรองเท้า Lunarlon ของไนกี้ภายในรองเท้า Converse Chuck Taylor นี้ด้วย ถ้าไม่พูดถึงก็คงจะไม่ได้สำหรับการร่วมมือกันระหว่างไนกี้ และไมเคิล จอร์แดน ที่ประสบความสำเร็จเป็นเทน้ำเทท่า ใครเล่าจะรู้ว่าการที่ไนกี้เพิ่งได้เซ็นกับจอร์แดน (ฤดูกาลนั้น Chicago Bulls คว้าแชมป์ NBA) ส่งผลให้รองเท้าที่เขาใส่ดังเป็นพลุแตกจนไนกี้ต้องจับเซ็นสัญญาระยะยาว ปัจจุบันรองเท้าจอร์แดนยังเป็นที่นิยมทั้งรุ่นวินเทจและของใหม่ ยิ่งเป็นตัววินเทจอย่าง Jordan 1 สภาพดีอาจมีราคาหลายหมื่นถึงแสนบาท และตัวแบรนด์เองมีมูลค่าสูงถึงหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐฯ และนั่นก็ทำให้ไมเคิล จอร์แดน ตัวจริงต้องยิ้มแก้มปริเพราะในสัญญานั้นระบุส่วนแบ่งที่เขาจะต้องได้ไว้ด้วย ทำให้เขามีทรัพย์สินรวมกันปัจจุบันอยู่ที่ 1.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (2017, Forbes)

เรื่อยมาถึงปัจจุบัน H&M ที่ดึงเดวิด เบคแคม เข้ามาร่วมงานในปี 2011 เพื่อส่งเสริมลุคที่ดูสปอร์ตและสวมใส่ได้ทุกวัน นั่นก็ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเมื่อประเดิมการโฆษณาครั้งแรกในช่วงพักครึ่งของซูเปอร์โบวล์ปีนั้น เพราะมียอดขายพุ่งทะยานจนสามารถติดอันดับท็อปเท็นมูลค่าแบรนด์สูงที่สุดในโลกได้อย่างเหนียวแน่น วันนั้นตัวเขาเองยังต้องยอมรับว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงจากนักฟุตบอลสู่นักธุรกิจอย่างเต็มตัว และเป็นสิ่งที่เขาต้องยอมรับว่าการได้มาร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง H&M ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีไม่น้อย โดยที่เขาได้ค่าจ้างต่อปีราว 7.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่นั่นก็ทำให้ H&M มีมูลค่าเพิ่มมาอยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (2016, Interbrand)
ได้อย่างสบายๆ

The Rock’s Under Armour

ขึ้นแท่นดาราชายค่าตัวแพงที่สุดแห่งปี 2017 ไปเรียบร้อยสำหรับหนุ่มร่างยักษ์เดอะร็อกดเวย์น จอห์นสัน ซึ่งก่อนที่เขาจะได้รับตำแหน่งนี้ เขาได้ออกคอลเล็กชั่นเสื้อผ้าร่วมกับ Under Armour ที่ตัวเขาเองมีส่วนช่วยในการออกแบบ (และโปรโมต) สัญลักษณ์รูปควายรอยสักที่เป็นสัญลักษณ์ที่เขาใช้มาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยเป็นนักมวยปล้ำ (สมัยน้าติงฮาร์ดคอร์ใครทันบ้าง!) สาเหตุที่ทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเขาก็เพราะเวลาที่เขาใช้ท่าไม้ตาย People’s Elbow (ศอกมหาชน) เขาจะต้องถอดผ้ารัดศอก ซึ่งเหนือข้อศอกนั้นคือรอยสักรูปควายนั่นเอง เวลาทิ้งลงใส่ร่างคู่ต่อสู้ มุมกล้องจะซูมเข้าไปให้เห็นชัดๆ ทุกครั้งไป และรอยสักนั่นก็ได้มาโผล่อยู่ตามเสื้อผ้าแต่ละชิ้นของ Under Armour ซึ่งในขณะนี้เรายังไม่สามารถบอกผลออกมาเป็นตัวเลขได้เนื่องจากเสื้อผ้าเพิ่งวางขาย แต่ขอบอกว่าของหมดเกือบทุกสาขา เสื้อผ้าทั้งหมดจะช่วยให้คุณหิวกระหายและทะเยอทะยานในการอยากไปยิมมากขึ้น ซึ่งหลังจากเข้ายิมเสร็จแล้วคุณสามารถใส่เสื้อผ้าเดินไปไหนได้อย่างไม่เคอะเขินเดอะร็อกกล่าวในอินสตาแกรมส่วนตัวของเขาโอ้ ผมเกือบลืม มันโคตรเซ็กซี่เลยล่ะ!”

CR7 Branding

คริสเตียโน โรนัลโด ก็เป็นอีกคนที่ขอลงมาทำธุรกิจด้วย เมื่อช่วงปี 2010 เขาเคยได้ร่วมงานกับชุดชั้นในชายจาก Emporio Armani และเมื่อสิ้นสุดสัญญาเขาจึงได้ออกมาทำแบรนด์ชุดชั้นในชายของเขาเองนามว่า CR7 ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส พร้อมกับถ่ายโฆษณาโปรโมตด้วยตนเองกีฬากับแฟชั่นเป็นสิ่งที่ผมชอบมาก ซึ่งก็ฝันมานานแล้วสำหรับการเปิดแบรนด์ของตัวเอง โดยเสื้อผ้าทุกชิ้นผมจะเลือกสีเองว่าสีไหนที่เหมาะบ้างเวลาที่ต้องอยู่บนตัวผม ทรงมันจะได้หรือเปล่า ซึ่งผมภูมิใจมากที่ทุกคนสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้อย่างไรก็ดีอีกหนึ่งคนสำคัญที่ทำให้แบรนด์นี้ประสบความสำเร็จก็คือ ริชาร์ด ไช ดีไซเนอร์ชาวอเมริกันฝีมือรางวัลผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบ เสื้อผ้าไลน์ต่างๆ ถึงสี่ไลน์ในแบรนด์นี้ โดยสามารถสร้างรายได้ถึง 6-10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี (2017, Totalsportek)

Fighter Style

เมื่อไม่นานมานี้เองก่อนแมตช์หยุดโลกอย่างฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ ปะทะกับ คอเนอร์ แมคเกรเกอร์ ที่มีสื่อออกมาเปรียบเทียบการแต่งกายของสองคนนี้ โดยภายใต้การเปรียบเทียบนั้นสามารถเห็นได้ชัดว่าแมคเกรเกอร์แต่งตัวดูดีกว่า ทั้งการใส่สูทลาย F**k You หรือการเล่นลวดลายบนเสื้อเอง เมื่อเปรียบเทียบกับฟลอยด์ที่ดูเหมือนจะใส่เสื้อวอร์มตลอดเวลา แน่นอนว่าคราวนี้กระแสมวลชนต้องออกมาปกป้องฟลอยด์ พร้อมทั้งบอกว่าเรื่องแบบนี้มันเปรียบเทียบกันไม่ได้หรอก เพราะแมคเกรเกอร์เองก็ประโคมสินค้าแบรนด์เนมทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่ฟลอยด์ใส่เสื้อผ้าแบรนด์ของตัวเองและโปรโมตเองด้วยใช่แล้วครับ เสื้อผ้าที่เราเห็นเขาใส่ The Money Team (TMT) คือเสื้อผ้าที่เขาออกแบบเอง หลายครั้งเรายังเห็นหมวกของเขาไปอยู่บนหัวของจัสติน บีเบอร์, ริค รอส, เจมส์ แจ็กสัน หรือแม้กระทั่งวอร์เรน บัฟเฟตต์ เขาเข้าใจระบบธุรกิจและการใช้พวก Influencer เป็นอย่างดี นั่นก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นนักมวยที่เก่ง แถมยังเป็นนักธุรกิจที่เก่งมากอีกด้วย รวมไปถึงช็อต Trash Talk ระหว่างเขากับแมคเกรเกอร์ ที่จู่ๆ แมคเกรเกอร์ก็คว้าหมวกของฟลอยด์มาใส่ (ซะงั้น