An Exclusive First Look  at the Latest Menswear Showcase from Hong Kong

Men's Fitness EditorStyle

ขอต้อนรับชาว Men’s Fitness เข้าสู่จักรวาลของชายหนุ่มที่รังสรรค์ขึ้นโดย เวโรนีก นิชาเนียน (Veronique Nichanian) ผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ แผนกเสื้อผ้าบุรุษของห้องเสื้อชั้นสูงอย่าง Hermes’s Men’s Universe

เมื่อ Hermes ได้แปลงโฉมสนามบินเก่าของเกาะฮ่องกงให้กลายมาเป็นเซฟเฮาส์ของชายหนุ่มที่ต้องการปลีกหนีจากความวุ่นวายในชีวิต เพื่อมาปลดปล่อยและแสดงตัวตนได้อย่างเต็มที่ แต่หากเป็นเซฟเฮาส์ธรรมดาเห็นทีจะไม่สมกับที่เป็นแบรนด์ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เซฟเฮาส์แห่งนี้จึงเกิดขึ้นภายใต้แนวความคิด Men Upside Down” หรือการมองโลกมุมกลับที่สอดคล้องกับสถานที่จัดงาน ( Men Upside Down เป็นซีรี่ส์อีเวนต์ของ Men’s Universe ที่จัดขึ้นตามเมืองใหญ่ต่างๆ ซึ่งแต่ละแห่งก็จะมีธีมที่แตกต่างกันไป)  เพราะฮ่องกงได้ชื่อว่าเป็นเกาะที่ผสมผสานระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก บางครั้งเราจึงมองเห็นความไม่สมดุลแต่ก็หลอมอยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว  บรรยากาศภายในงานจึงเต็มไปด้วยสิ่งกลับตาลปัตรและความขัดแย้งที่รุ่มรวยอารมณ์ขันของชายหนุ่ม ก่อนผนวกเข้ากับดีเอ็นเอเข้มข้นของ Hermes คุณจึงคาดหวังได้ว่านี่จะไม่ได้เป็นเพียงการแสดงแฟชั่นโชว์และนิทรรศการของห้องเสื้อธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน

เริ่มตั้งแต่กิมมิคก่อนเข้างานที่แขกทุกคนจะได้รับสร้อยข้อมือที่มี QR Code ประจำตัวไว้สำหรับงานนี้ ทุกครั้งที่คุณเจอจุดถ่ายภาพ คุณสามารถให้พนักงานสแกนโค้ดที่ว่าเพื่อส่งรูปที่ถ่ายไปยังอัลบั้มส่วนตัวของคุณขึ้นได้ทันที โดยไม่ต้องรอโหลดรูปให้วุ่นวาย นี่คือความตื่นเต้นแรกที่ Hermès มอบให้ผู้เข้าร่วมงาน

และทันทีที่เพลง Hero จากวง Camp Claude ดังขึ้น เหล่านายแบบที่ขนกันมาจากปารีส ก็เริ่มทยอยเดินโชว์เสื้อผ้าจากคอลเล็กชั่น Autumn/Winter 2017 ซึ่งเป็นคอลเล็กชั่นเดียวกับที่เดินกันไปในกรุงปารีส แต่แทรกด้วยคนดังจากฮ่องกงอย่างไมเคิล หว่อง ที่ถือเป็นดาวเด่นประจำรันเวย์ เสื้อผ้าคอลเล็กชั่นนี้ยังคงโครงเสื้อที่เรียบง่ายและเบาสบาย หรูหราด้วย วัสดุและการตัดเย็บ มาในโทนสีประจำ ฤดูกาลอย่างเบอร์กันดี เขียว น้ำเงิน และเทา

หลังแฟชั่นโชว์จบลง เราได้ย้ายลงมายังชั้นล่างที่ยิ่งให้บรรยากาศแบบ “ห้องใต้ดิน” ที่หนุ่มๆ ลงมาคลุกกับเพื่อนฝูง ต่างกันที่ครั้งนี้ Surreal เกินกว่าที่คุณจะจินตนาการ สิ่งแรกที่เห็นคือการจำลองโรงรถที่มีบิ๊กไบค์จอดห้อยลงมาจากเพดาน เมื่อมองเข้าไปจะเห็นคราฟต์แมนกำลังง่วนอยู่กับการเย็บเครื่องหนังด้วยฝีมือสุดแสนประณีต รายล้อมด้วยคอลเล็กชั่นเครื่องหนังที่ไม่ว่าใครก็อยากจับจองเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าถือ กระเป๋าคาดเอว กระเป๋าทรงแมสเซนเจอร์ ตลอดจนกระเป๋าขนาดเล็กไว้ใส่หูฟัง

โซนถัดไปได้แก่ Let’s Play ที่นำลายพิมพ์ผ้าพันคอไหมจาก Hermès อย่าง “Flamboyant Web” จากศิลปินชาวญี่ปุ่น ไดสุเกะ โนมูระ (Daisuke Nomura) มาใช้เป็นกราฟิกหลักในห้องนี้ ดังที่เห็นได้จากเกมคอนโซล ตู้เกม โต๊ะปิงปอง ฯลฯ ต่อด้วยการแข่งรถวิทยุบังคับขนาดใหญ่ ที่รถแข่งแต่ละคันถูกแทนที่ด้วยรองเท้า Hermès โดยมีฝูงชนคอยส่งเสียงเชียร์ และกดชัตเตอร์กันรัว เลือกเอาว่าคุณจะเทใจให้เดอร์บี มังค์ชูส์ หรือสนีกเกอร์ เหล่านี้ล้วนเป็นความสุขในวัยเยาว์ที่ผู้ชายถวิลหาแม้วัยจะล่วงเลยเข้าเลขสาม ซึ่งความเป็นเด็กในตัวนี่เองที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ฝังอยู่ในตัวเราทุกคน

และเมื่อ “Jacket Tells a Story” เราได้เดินมาถึงงานแสดงแจ็กเกตหนังยุคสมัยต่างๆ ของ Hermès เพราะร่องรอยบนตัวแจ็กเกตเปรียบเหมือนตัวอักษรในสมุดจดบันทึกที่สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของผู้เป็นเจ้าของ การมีแจ็กเกตดีๆ สักตัวติดตู้ไว้จึงถือเป็นการลงทุนที่ไม่มีวันขาดทุน ติดกันเป็นบาร์ที่แอบซ่อนตัวหลังกำแพงที่โอบล้อม ด้วยเนกไทจาก Hermès อีกหนึ่งเครื่องประดับจำเป็นของชายหนุ่ม นอกจากนั้นยังมี Hot Spot ห้องเย็นอุณหภูมิสององศาที่ท้าให้คุณสัมผัสความอุ่นท่ามกลางความหนาวเหน็บด้วยนวัตกรรมในการผลิตผ้าแคชเมียร์จาก Hermès ท่ามกลางเสียงเปิดขวดแชมเปญที่ดังสนั่นตลอดทั้งคืน เราออกมาด้านนอกซึ่งบรรยากาศคึกคักไม่แพ้ด้านใน แต่เฟรชกว่าด้วย Food-Truck บู๊ธดีเจ เครื่องดื่มที่เสิร์ฟไม่อั้น และคอนเสิร์ตจากวงดนตรีทรีโอแนวอิเล็กทรอนิกส์ป๊อป-ร็อก “Camp Claude” ที่บินตรงมาจากประเทศฝรั่งเศสเพื่อโชว์ในงานนี้โดยเฉพาะ

เหล่านี้ได้แสดงให้เห็นว่า Hermès ณ วันนี้ไม่ได้ต้องการเป็นแบรนด์หรูหราที่จับต้องได้ยาก หากแต่ต้องการเป็นแบรนด์ที่ปรับตัวตามยุคสมัย เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งยังไม่ทิ้งฐานลูกค้าที่ชื่นชอบความพรีเมียมมีระดับและเข้าใจว่าบางทีเราอาจต้องลงทุนสักนิดเพื่อสิ่งที่ดีและคุ้มค่ามากกว่า


Contributor: Patsaya Ch.

Photograph: Courtesy of the brand