วิ่ง 42 กิโลเมตรให้ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง?

Men's FitnessSports

ฟังดูแล้วเป็นเรื่องเหลือเชื่อแต่ก็มีคนที่เกือบทำได้ ย้อนกลับไปที่ ริโอ โอลิมปิก ปี 2016 ในกีฬาวิ่งมาราธอน ระยะ 42 กม. ผู้ชายผู้ที่ครองอันดับ 1 คือชาวเคนยา Eliud Kipchoge ที่ทำเวลาไว้ที่ 2:02:57 นาที (ระยะทางเฉลี่ย 10 กิโลเมตรต่อ 30 นาที)

สิ่งที่เราเห็นนอกจากเป็นการแข่งวิ่งธรรมดา นี่ยังเป็นการแข่งขันในเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคนิคอีกมากมาย ซึ่งทำให้เกิดทฤษฎีร์ต่างๆ ทั้งในการแข่งและการฝึกซ้อม เพื่อช่วยพัมนานักวิ่งไปอีกขั้น ซึ่งทฤษฎีร์จาก Sport Medicine Journal ได้หยิบเอาปัจจัยต่างๆ ขึ้นมาอธิบายให้เราฟัง

1. รองเท้าที่เบา

เชื่อหรือไม่ว่ารองเท้าที่เบาต่างกันไม่กี่ 10 กรัมสามารถทำให้เกิดความแตกต่างมหาศาล นักวิ่งมาราธอนมักจะใช้รองเท้าวิ่งที่มีน้ำหนักประมาณ 130 กรัม จากผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคโลราโดพบว่านักวิ่งมาราธอนเจ้าของสถิติโลก Kimetto เข้าเส้นชัย เขาใส่รองเท้าวิ่งที่มีน้ำหนัก 230 กรัม ซึ่งการตัดน้ำหนักรองเท้าของเขาออกไปอีก 100 กรัมจะช่วยให้เขาประหยัดเวลาได้อีก 57 วินาทีเลยทีเดียว

2. วิ่งตามหลังในครึ่งทางแรก

แม้การวิ่งตามหลังผู้นำในการช่วยบังลมอาจไม่ได้ผลดีเท่ากับการปั่นจักรยาน แต่นี่คือข้อเท็จจริงครับ การวิจัยพบว่าแรงลมต้านมีผลอย่างมากในการวิ่งด้วยความเร็ว แต่การวิ่งหลบหลังผู้เข้าแข่งขันคนอื่นจะช่วยลดแรงลมได้ 30 เปอร์เซ็นต์ และช่วยให้เราวิ่งเร็วขึ้น 2.7 เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่าถ้าแชมป์ที่ริโอวิ่งได้ 2:02:57 นาที นักวิ่งชั้นนำที่วิ่งตามหลังเขาที่เซฟแรงในช่วงครึ่งทางแรกจะวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 1:59:59 นาที

3. ร่วมแรงร่วมใจ

แม้จะฟังดูประหลาดว่าเราต้องร่วมมือกับคู่แข่งแต่มันมีประโยชน์มหาศาล เพราะเมื่อผ่านครึ่งทางแรกมาแล้วเราจะเริ่มเห็นกลุ่มที่นำได้อย่างชัดเจนขึ้น การผลัดกันขึ้นมาช่วยเป็นหัวลากจะทำให้ขบวนไปได้เร็วขึ้น เพราะถึงจุดนี้นักวิ่งแต่ละคนจะวิ่งเป็นแถวเรียงเดียวแล้ว และนักวิ่งจะสามารถเซฟแรงได้ 5.9 เปอร์เซ็นต์ในระยะเวลาที่เท่ากัน และจะถึงเส้นชัยเร็วขึ้นเฉลี่ย 3 นาที

อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงทฤษฎีร์ที่ช่วยทำให้นักวิ่งสามารถทำลายกำแพงสองชั่วโมงลงได้ คงต้องรอดูกันต่อไปว่าในอนาคตจะมีใครสามารถทำได้ สำหรับผู้ที่มีความสนใจเรื่องวิ่งอยู่แล้วก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ ได้ผลเป็นอย่างไรก็นำมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ