หนีร้อนไปพึ่งหนาว ที่ Manaslu Larke Pass ตอนที่ 2

Men's Fitness EditorPlay

“Every mountain top is within reach if you just keep climbing” 

“ยอดเขาทุกลูกอยู่ใกล้แค่เอื้อม เพียงแค่คุณปีนต่อไป “– Barry Finlay, Kilimanjaro and Beyond

ประโยคดีๆ ที่มอบกำลังใจให้ใครอีกหลายคน มีแรงที่จะสู้ต่อไป อย่าย่อท้อ ถึงคุณจะหมดกำลังใจ แต่อย่าให้แรงบัลดาลใจในการเดินทางและใช้ชีวิต ที่เป็นชีวิตของคุณหมดลง เราอยากแนะนำว่า การออกเดินทางสามารถช่วยเยียวยาคุณได้ ออกไปสูดอากาศนอกบ้าน ใช้ชีวิตกับการเดินทางสู่อิสระภาพกันดีกว่าครับ วันนี้เราจะพาคุณมาสัมพัสความเวิ้งว้างกลางภูเขาหิมะ หนีความร้อนรุ่มไปพึ่งความเย็น เยียวยาจิตใจด้วยความสวยงามของ Manaslu Larke Pass กัน


ที่ Manaslu เส้น Larke pass ถือเป็นเส้นทางหลักสำหรับบรรดาเทรกเกอร์ ทั้งหลาย แต่ถ้าเป็นสายแข็งแบบย่อมต้องเลือกมุ่งไปพิชิตยอด Manaslu Peak ยอดสูงอันดับแปดของโลกที่มีความสูง 8,156 เมตรจากระดับน้ำทะเล หรือยอดที่ต่ำลงมาเช่น Larkya Peak สูง 6,249 เมตรบนเทือก Manaslu

พื้นที่แถบ Manaslu ถูกประกาศให้เป็นเขตพื้นที่อนุรักษ์ เส้นทางนี้มีนักท่องเที่ยวไม่มากเท่ากับฝั่ง Everest Region ในเขตอุทยานแห่งชาติ Sagarmatha และแถบ Annapurna ซึ่งเป็นเส้นทางยอดนิยมของบรรดาเทรกเกอร์ทั้งหลาย ซึ่งมีนักเดินมาเยือนตลอดปี ตามสองข้างทางของ Manaslu เต็มไปด้วยความงดงามของธรรมชาติ มีสันเขาสูงชัน ร่องหุบแม่น้ำกว้าง และยังคงมีความหวาดเสียวด้วยเนินเขาชัน ที่คุณต้องผ่าไปให้ได้ตลอดทาง

แนวเทือกเขาส่วนหนึ่งของ Manaslu นั้นติดกับทิเบต เมื่อก้าวเข้าใกล้แนวสามพันเมตร เราจะได้สัมผัสกับชุมชนชาวเนปาลเชื้อสายทิเบต ที่ตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่

จากนั้นขยับความสูงขึ้นมาเรื่อย ทิวทัศน์รอบตัวก็เริ่มอลังการขึ้น ภูมิทัศน์ของภูเขาเริ่มเปลี่ยนแปลง จากชุมชนที่เป็นผู้คนจากข้างล่าง ที่เข้ามาสร้างที่พักเพื่อรองรับนักเดิน เปลี่ยนเป็นคนที่อยู่ประจำถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายทิเบต เมื่อถึงเขตหมู่บ้านเราจะพบกับซุ้มประตูตามความเชื่อแบบทิเบตที่ต้องลอดข้าม แสดงออกถึงอัตลักษณ์อันชัดเจน

เมื่อก้าวเข้าสู่เขตแดนสามพันเมตรเหนือระดับน้ำทะเล ข้อมูลในหนังสือท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะแนะนำให้คอยตรวจสอบตัวเอง ไม่ควรทำอะไรเร็วเกินไปเพราะโรคแพ้ความสูงอาจเกิดขึ้นได้ พ้นจาก Namrung ชั่วโมงเดินในแต่ละวันของเราจะลดน้อยลง ระยะทางที่เดินในแต่ละวันจะไม่มากแล้ว เพราะความสูงที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ก่อนจะถึงชุมชนใหญ่บนเส้นทาง Larke Pass คือ Samagaon เราพักที่ Lho วันที่เราย่ำเท้ามาถึง Lho เป็นเฉกเช่นทุกวันคือมีเพียงเราเท่านั้นที่เป็นผู้มาเยือน ที่พักเล็กๆ ปลายหมู่บ้านมีหญิงสาวชาวทิเบตเป็นเจ้าของ เปิดห้องพักที่ปิดไว้นานของเธอให้เราเข้าพัก อากาศคืนนั้นหนาวมาก เรารวมตัวกันอยู่ในห้องครัวเล็กๆ ของเธอ นั่งอยู่ข้างเตาไฟ อิงไออุ่นจากไฟที่ใช้ทำอาหาร เธอต้อนรับเราราวกับแขกพิเศษด้วยการไม่เสียดายไม้ฟืนที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงเผาไฟ นอกจากอาหารค่ำที่เราสั่งกินตามปกติแล้ว เธอยังทำโมโม่ผักให้เราได้ลองชิมด้วย การมาเดินในช่วงเวลานอกฤดูเดินอาจจะเงียบเหงาไปบ้าง อาหารการกินอาจจะไม่สมบูรณ์ ที่พักไม่มีให้เลือกมาก แต่ก็ได้มาซึ่งความสงบเงียบและไม่พลุกพล่าน

คุรเชื่อหรือไม่ว่า การเปลี่ยนแปลงของสถาพอากาศนั้นสามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายชองเราได้จริงๆ ความเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นตั้งแต่ระดับเล็กๆ ไปจนกระทั่งระดับใหญ่ๆ ออกจาก Lho เราเดินสูงขึ้นไปอีกจนถึง Samagaon (3,390 เมตร) ที่นี่เราจะพักสองคืนเพื่อทำการปรับสภาพร่างกาย
ให้เข้ากับความสูงและให้ร่างกายได้พักหลังจากเดินกันมาหลายวัน ก่อนที่จะต้องเดินอย่างทรหดในวันต่อไป

ที่ Samagaon นี่เองในบ่ายวันที่เรามาถึง หิมะแรกของปีก็โปรยสายลงมาอย่างหนัก แสงแดดที่เคยสดใสมาก่อนหน้านี้หายไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบกับนักเดินมือสมัครเล่นอย่างเรามาก เริ่มต้นจากซานโตสผู้นำทางของเราชักจะไม่แน่ใจว่า ชุมชนอีกด้านหนึ่งของเทือกเขาหลังจากที่เราข้ามพาสไปแล้วจะเปิดหรือไม่ หิมะบนภูเขาจะหนามากน้อยแค่ไหน สิ่งเหล่านี้มันโยกคลอนจิตใจเราให้หวั่นไหวอยู่ตลอดเวลา

ในช่วงออฟซีซั่นของ Manaslu แบบนี้นักท่องเที่ยวไม่นิยมเดินทางมา แต่วันรุ่งขึ้นเราก็มีโอกาสได้พบกับกลุ่มนักเดินจากเนเธอร์แลนด์ 6 คน ท่ามกลางอากาศยามค่ำคืนอันหนาวเหน็บบนความสูงสามพันกว่าเมตร นอกหน้าต่างหิมะทิ้งตัวลงมาหนาตา เรานั่งคุยกันอยู่รอบเตาไฟที่แผ่เพียงไออุ่นอ่อนๆ เมื่อเขารู้ว่าเรากำลังสองจิตสองใจในการจะเดินข้าม Larke Pass หรือเดินย้อนกลับลงไปทางเดิม ทั้งหกคนต่างส่งเสียงเชียร์ให้เราเดินข้ามเพื่อนไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่คุณจะเดินกลับเมื่อมาถึงจุดนี้เข้าทำนองว่าอย่าให้สภาพอากาศอันไม่แน่นอนบนภูเขาสูงฆ่าความตั้งใจของคุณไปได้ คืนนั้นเรานอนกระสับกระส่ายวนเวียนคิดว่าเราจะเดินข้ามหรือเดินกลับดี เมื่อตั้งสติและคิดอย่างรอบคอบความมุ่งมั่นของเราก็ตื่นขึ้นอีกครั้ง ในที่สุดเราก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะเดินข้าม เมื่อโฟกัสทิศทางได้แล้วเราก็ไม่สงสัยอะไรอีก มีแต่ความคิดที่ว่าเราจะเดินข้ามไป ไม่ว่าดินฟ้าจะเป็นอย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเราก็หลับสนิท

แต่โชคก็เข้าข้างเรา ในตอนเช้า ท้องฟ้าสว่าง อากาศปลอดโปร่ง หิมะที่ตกมาสามสิบกว่าชั่วโมงติดได้หยุดลงแล้ว ทำให้เมือง Samagaon ที่เราพบเจอเมื่อวานนั้นต่างกันอย่างลิบลับในวันนี้ ดังนั้นเมื่อหิมะหยุดตกแล้ว ท้องฟ้าก็สดใน เราจึงไม่รอช้าแพ็คกระเป๋าแล้วเดินทางต่อไปยัง Samdo ที่ความสูง 3,690 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และนอนหนาวอยู่ที่นั่นหนึ่งคืน ตื่นนอนตอนตีสี่ครึ่ง กินอาหารเช้า และเริ่มออกเดินก่อนหกโมงเช้าเล็กน้อย ฝ่าความมืดไปตามเส้นทางสู่ Larke Pass ระหว่างทางเราสามารถมองเห็นหมู่ดาวระยิบระยับเต็มฟ้า เป็นสัญญาณที่ดี เราน่าจะข้ามพาสด้วยอากาศที่สดใสไปตลอดทั้งวัน

แต่เพราะความสูงที่ 4,000-5,000 เมตรมีระดับออกซิเจนที่เบาบางมาก ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยง่าย แต่นี่เป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ต่ำเกือบจะระดับเดียวกันกับน้ำทะเล เราทำผิดพลาดซ้ำเดิมอีกครั้ง ด้วยการไม่บริหารจัดการเสบียงของเราให้ดีพอ ผมพบว่านี่เป็นการพ่ายแพ้เป็นรอบที่สองของการเดินข้าม Pass ตลอดทางต้องต่อสู้กับตัวเองอย่างหนัก แทบจะลืมเรื่องทุกเรื่องในชีวิตไปเลย   มีแต่เพียงความรู้สึกที่ว่าทำไมถึงเหนื่อยเช่นนี้ เมื่อไหร่จะผ่านพ้นไปได้ แม้ว่าพยายามจะดึงลมหายใจยาวๆ เวลาหยุดเดิน แต่พบว่าเหมือนไม่มีอะไรเข้าไปในปอดเลย แต่นั่นละ ทุกอย่างอยู่ที่ความพยายาม เป็นโชคดีที่ไม่มีอาการปวดหัวหรืออะไรเลย มีแต่ความเหนื่อยและความหิว ร่างกายดึงพลังงานที่มีอยู่ในตัวไปใช้จนหมดสิ้น ได้แต่กระตุ้นตัวเองว่าอีกก้าวเดียว อีกก้าวเดียวไปตลอดทาง

จาก Samdo ดูเหมือนว่ามีแต่เนิน เนิน เนิน ไม่จบสิ้น ใกล้เที่ยงเราผ่านทะเลสาบเล็กๆ แห่งหนึ่ง ความหนาวเย็นทำให้น้ำในทะเลสาบ กลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว มองจากทางเดินลงไปที่ทะเลสาบข้างล่าง  ให้ความรู้สึกลึกลับและโดดเดี่ยว ตลอดเส้นทางเดินมองเห็นยอดเขาสูงมากมายถูกปกคลุมไว้ด้วยหิมะสีขาวสะอาดตา

กัดฟันต่อสู้กับความสูงและอากาศที่เบาบางจนถึงจุดที่สูงที่สุดของ Larke Pass 5,135 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล รู้สึกดีใจว่าส่วนที่ยากที่สุดได้ผ่านไปแล้ว แต่พอเอาเข้าจริง ขาลงก็ไม่ได้ง่ายเลย เดินขาลากกันไปอีกร่วมเกือบสามชั่วโมง กว่าจะถึง Bimtang (3,590 เมตร) จุดพักหลังจากข้ามพาส สรุปว่าเราใช้เวลาเดินไปกลับเกือบ 14 ชั่วโมง เป็นการเดินที่ยาวนานที่สุดในทริปนี้ ถัดจากนี้เราก็เดินอีกสองวันเพื่อนั่งรถกลับลงไปที่กาฐมาณฑุ 


คุณสามารถอ่านย้อนหลัง หนีร้อนไปพึ่งหนาว ที่ Manaslu Larke Pass ตอนที่ 1 ได้ที่  http://thai.fitness/play/manaslu-larke-pass-trek/