Into the Wild Coast of South Africa

Men's Fitness EditorPlay

เวลาสองอาทิตย์ผ่านไปอย่างรวดเร็วในแอฟริกาใต้ ทวีปที่มีความหลากหลายทางชนชาติและวัฒนธรรมมากที่สุดประเทศหนึ่ง เป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้น ท้าทาย โดยเฉพาะการดำน้ำ ที่เป็นสิ่งแปลกใหม่และไม่เหมือนกับการดำน้ำในที่อื่นเพราะเวลาส่วนใหญ่ของเราคือการนั่งเรือยาง (Dinghy) ฝ่าคลื่นลมค้นหา และเฝ้าคอยปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้น

วิวจากบนเรือหันหน้าเข้าหาแหลม Cape of Good Hope

เราเริ่มต้นเดินทางจากกรุงเทพฯ บินไปดูไบเพื่อต่อเครื่องไปยังเมืองเดอร์บัน (Durban) ประเทศแอฟริกาใต้ เวลาที่นี่จะช้ากว่าประเทศไทยประมาณห้าชั่วโมง เราเดินทางกันต้นเดือนมิถุนายนซึ่งตรงกับช่วงฤดูหนาวของทางซีกโลกใต้พอดี อุณหภูมิประมาณ 7-18 องศาเซลเซียส เราเดินทางถึงสนามบินนานาชาติคิงชากา (King Shaka) เมืองเดอร์บัน เวลาประมาณ 16.30 . กว่าจะออกจากสนามบินก็เกือบหนึ่งทุ่ม นั่งรถอีกชั่วโมงเศษๆ ไปยังที่พัก Blue Marlin Hotel เป็นโรงแรมริมหาดสกอตเบิร์ก (Scottburgh Beach) ซึ่งเป็นจุดแรกที่เราจะออกไปดำน้ำในวันรุ่งขึ้น หลังจากเข้าที่พักเก็บสัมภาระแล้ว Dive Leader และไกด์ของเรา Louis Van Aardt เจ้าของบริษัท Pro Dive South Africa ก็บรรยายสรุปเกี่ยวกับกฏการดำน้ำของที่นี่ โดยสิ่งแรกที่หลุยส์บอกเราคือพรุ่งนี้เช้าถึงจะบอกได้ว่าเราจะได้ดำน้ำหรือไม่ ซึ่งผมจะเป็นคนตัดสินใจหลังจากดูคลื่น ลม อากาศ ตอนเช้าวันพรุ่งนี้เราทุกคนต่างก็แอบอึ้งนิดๆ เพราะเดินทางมาไกลและวันแรกก็อาจจะไม่ได้ดำน้ำ หลุยส์บอกว่าที่แอฟริกาใต้นั้น Dive Leader และ Skipper (กัปตันเรือ) จะตัดสินใจวันต่อวันในตอนเช้าว่าจะออกเรือหรือไม่ เพราะสภาพอากาศที่แปรปรวนตลอดเวลา ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นภายใต้ผืนน้ำที่เดี๋ยวเรียบใส เดี๋ยวคลื่นแรง บริเวณชายฝั่งด้านตะวันออกของแอฟริกาใต้ สมกับชื่อ Wild Coast

วันรุ่งขึ้นผมตื่นแต่เช้าตรู่ คงเพราะยังปรับเวลาไม่ได้ แสงแรกของวันช่วยไล่ความหนาวไปได้บ้าง ผมจัดแจงธุระส่วนตัวในยามเช้า เตรียมอุปกรณ์ดำน้ำ ประกอบกล้องสำหรับถ่ายภาพใต้น้ำ เดินฝ่าอากาศหนาวยามเช้าไปขึ้นเรือแล่นฝ่าคลื่นออกไปตามหาฉลาม (Shark Expedition) ทุกๆ เช้าเวลาออกเรือหรือที่เรียกกันว่า Launching จะเป็นช่วงที่ตื่นเต้นหวาดเสียว และมันที่สุด เพราะเราจะต้องฝากชีวิตไว้กับประสบการณ์และการตัดสินใจของกัปตันเรือที่จะต้องขับเรือยางฝ่าคลื่นลูกใหญ่ยักษ์ที่กระหน่ำใส่ชายฝั่งออกไป เรือยางที่เราใช้กันในแถบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเรือยางติดเครื่องยนต์ซึ่งมีกำลังพอที่จะโต้ฝ่าคลื่นออกไปได้ และคล่องตัวพอที่จะสามารถกลับตัวเลี้ยวหลบคลื่นที่โถมลงมาได้อย่างทันท่วงที การดำน้ำในแถบชายฝั่ง Wild Coast ของแอฟริกาใต้เรียกได้ว่าโหด ไม่เหมือนที่เราคุ้นเคยกัน หลุยส์พาเราไปดำน้ำกับ Blacktip Shark ในบริเวณ Aliwal Shoal และ Protea Banks ซึ่งหลุยส์บอกว่าเป็นจุดที่สามารถพบ Tiger Shark และ Bull Shark ด้วย เราพบฉลามครีบดำฝูงใหญ่มาต้อนรับเราที่ผิวน้ำทันทีที่ Dive Leader เอาเหยื่อใส่ Chumming Drum
แล้วปล่อยลงไปในน้ำและฉลามก็ว่ายวนอยู่รอบๆ ตัวเรา

Chumming Drum & Blacktip Shark

ขณะที่ Chumming Drum ก็ลอยไปเรื่อยๆ กลางน้ำ เป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้นมากที่สุดครั้งหนึ่งที่มีฉลามหลายสิบตัวขนาดประมาณสองเมตรว่ายวนเวียนรอบตัว นอกจาก Blacktip Shark แล้ว เรายังพบ Bull Shark (คนที่นี่เรียก Zambezi Shark) Ragged-Tooth Shark ซึ่งเป็นฉลามที่เราพบบ่อยๆ ตามอควาเรียม (ในอเมริกาจะเรียกว่า Sand Tiger Shark ในออสเตรเลียจะเรียกว่า Grey Nurse Shark) แอฟริกาใต้เป็นประเทศหนึ่งที่ผมพบว่ามีฉลามหลงเหลืออยู่ในธรรมชาติเป็นจำนวนมาก และสามารถพบได้แทบทุกสายพันธุ์ ตั้งแต่ Great White Shark, Tiger Shark, Blue Shark, Mako Shark, Sevengill Shark ฯลฯ เราใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนเรือทั้งหนาวและเปียก ฝ่าคลื่นออกไปตามหาฉลาม และกลับมาในบ่ายแก่ๆ ก่อนจะทานอาหารเย็นซึ่งมักทานที่โรงแรมหรือไม่ก็ร้าน John Dory’s ร้านติดริมทะเลที่สามารถมองเห็นคลื่นสาดซัดเข้าฝั่งได้เต็มตา อาหารที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อสัตว์ เช่น สเต็ก ไม่ก็ซีฟู้ด ซึ่งจะมาในจานขนาดใหญ่ที่ทานคนเดียวไม่หมด เช่น Cajun Chicken Stack, Hake & Calamari หลังจากนั้นเราจะรีบเข้านอนเพื่อที่จะตื่นมาทำกิจวัตรเดิมๆ อีกเกือบหนึ่งอาทิตย์เต็ม

Bunny Chow

จากเดอร์บันเรานั่งรถเลียบชายฝั่งขึ้นเหนือไปยัง Hluhluwe-imfolozi Game Reserve หนึ่งในซาฟารีที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของแอฟริกาใต้ ที่นี่เราพักในแคมป์ของอุทยานซึ่งแบ่งเป็นกระท่อมเล็กๆ กระจายอยู่บนยอดเขา ล้อมรอบด้วย Wild African Bush มีสระว่ายน้ำ ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ที่นี่เราสามารถพบเห็นสิ่งที่เรียกว่า Big 5 (สิงโต ช้าง เสือดาว แรด ควายป่า) ได้ตามธรรมชาติ และที่พลาดไม่ได้คืออาหารท้องถิ่นของแอฟริกาใต้ ที่ผมชอบที่สุดคือ Bunny Chow ขนมปังบันขนาดใหญ่ที่คว้านเอาแป้งขนมปังออกและยัดไส้ด้วยสันในไก่ที่ผัดกับเครื่องเทศจนเต็มก้อน ขาดไม่ได้อีกอย่างคือไวน์ที่ราคาถูกอย่างกับน้ำเปล่าบ้านเรา นี่คือสวรรค์ของคนรักไวน์ชัดๆ จากซาฟารีเรากลับมาที่เดอร์บันเพื่อขึ้นเครื่องไปยังเคปทาวน์ The Mother City เมืองแห่งทะเลและภูเขา เข้าพักที่โรงแรม Breakwater Lodge ซึ่งในอดีตเป็นคุกเก่า โดยทางโรงแรมได้เข้ามาปรับเปลี่ยนให้เป็นโรงแรมที่ทันสมัยสะอาด และอยู่ติดกับ V&A Waterfront เดินทางสะดวก อาหารเช้าอร่อย และที่สำคัญคือปลอดภัย ทุกเย็นที่เคปทาวน์เราจะออกไปเดินเล่นและทานอาหารแถว V&A Waterfront โดยร้านที่เราไปคือ Harbor House เป็นร้านที่ติดท่าเรือ บรรยากาศดี มีพาสต้าซีฟู้ดรสชาติเยี่ยมและหอยนางรมที่หวานตัวใหญ่พอดีคำและราคาถูกเหลือเชื่อ หากใครชอบ Calamari (ปลาหมึก) แนะนำร้าน Fishermans Choice ที่ขายเฉพาะ Calamari และ Fish and Chips ใครอยากช็อปปิ้งขอให้เดินมาด้านข้างท่าเรือจะพบV&A Market ซึ่งมีของที่ระลึกให้ซื้อฝากมากมาย

Cape of Good Hope

วันต่อมาเราตื่นแต่เช้ามืด อุณหภูมิ 7 องศาเซลเซียส เรานั่งรถจากเคปทาวน์ลงไปยังตอนล่างก่อนจะถึง Cape of Good Hope ที่เมืองเล็กๆ ริมอ่าวชื่อ Simon’s Town เพื่อขึ้นเรือออกไปตามหา Blue Shark และ Mako Shark ทะเลตอนเช้าตรู่มีหมอกจางๆ ลอยขึ้นมาเหมือนภูเขาในภาคเหนือบ้านเรา เราฝ่าความหนาวล่องเรือไปทางใต้กว่า 90 ไมล์ ระหว่างทางกัปตันเรือแวะให้ถ่ายรูป Cape of Good Hope ซึ่งเป็นมุมที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะเราถ่ายจากทะเลเข้าหาแหลมซึ่งมองเห็นประภาคารที่ยื่นออกมาคอยส่องสว่างเป็นแสงนำทางให้กับนักเดินเรือตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน เรานั่งเรือไปกลับร่วมเจ็ดชั่วโมงเพื่อหาจุดบรรจบของสองมหาสมุทร ระหว่างกระแสน้ำอุ่นจากมหาสมุทรอินเดียและกระแสน้ำเย็นของมหาสมุทรแอตแลนติก เพราะ Blue Shark และ Mako Shark จะอาศัยอยู่บริเวณนี้เท่านั้น

Blue Shark

ฉลามทั้งสองถือเป็นของหายากของนักดำน้ำ ผมกล้าพูดได้ว่าเราเป็นคนไทยกลุ่มแรกที่ได้มาดำน้ำกับ Blue Shark บริเวณนี้ เพราะไม่มีใครบ้านั่งเรือยางลำเล็กฝ่าคลื่นลม เสี่ยงเรือล่มตายออกไปหาฉลามกลางมหาสมุทรซึ่งไม่รู้ว่าจะเจอหรือไม่ และที่ยากกว่าคือต้องหาจุดบรรจบของสองมหาสมุทรให้พบก่อนซึ่งการถ่ายภาพ Blue Shark ที่ว่ายโฉบไปมาระหว่าง Chumming Drum ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับผม ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ที่ทำได้ก็คือพยายามว่ายตามและรักษาระยะไม่ให้ห่างจาก Chumming Drum ที่ลอยไปเรื่อยๆ ตามกระแสน้ำและไม่ให้ใกล้จนเกินไปเพราะต้องเปิดพื้นที่ให้ฉลามว่ายเข้าไปหาเหยื่อ หากมันไม่สามารถเข้ามาหาเหยื่อได้ มันจะว่ายออกและใช้เวลานานกว่าจะกลับเข้ามาใหม่ อีกอย่างคือ Blue Shark นั้นขี้ตกใจถ้าเราเข้าใกล้เกินไปมันอาจจะว่ายลงทะเลลึกและไม่กลับมาอีกก็เป็นได้ ผมใช้เวลาในการดำน้ำไดฟ์นี้หกสิบนาที รอจนอากาศแทบหมดถัง ทนน้ำอุณหภูมิ 16 องศาที่เย็นเฉียบและหนาวสั่น รอคอยให้ฉลามว่ายเข้ามาใกล้ๆ เพื่อลั่นชัตเตอร์ นอกเหนือจากการรอคอยให้เกิดปรากฏการณ์แล้ว การจับจังหวะบันทึกภาพที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีนั้นยิ่งยากกว่าเป็นเท่าตัว

เพนกวินพันธุ์แอฟริกัน

วันรุ่งขึ้นเราเดินทางไปยังเมือง Gansbaai, Western Cape เพื่อดำน้ำกับฉลามขาว ระหว่างทางเราแวะที่ Stony Point ที่เป็นอาณาจักรของเพนกวิน และเป็นแหล่งอนุรักษ์เพนกวินพันธุ์แอฟริกัน ใครอยากสัมผัสเพนกวินในธรรมชาติจริงๆ ที่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวขอให้มาที่นี่ วันก่อนเดินทางกลับซึ่งเป็นฟรีเดย์เราไปเที่ยว Table Mountain หนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองเคปทาวน์ ซึ่งต้องนั่งกระเช้าขึ้นไป ด้านบนมีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ใครจะขึ้นมาที่นี่แนะนำให้นำเสื้อกันลมมาด้วยเพราะลมพัดแรงจนหนาว แต่วิวก็สวยจนลืมหายใจเช่นกัน จาก Table Mountain เราสามารถมองเห็น Robben Island เกาะที่คุมขังเนลสัน แมนเดลา เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ข้อสังเกตที่ผมพบคือแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาแต่กลับมีผู้ได้รับรางวัลโนเบลถึงสี่คนด้วยกัน ก่อนจะเดินทางกลับผมแวะไปที่ The Springbok Experience Rugby Museum เพื่อเยี่ยมชมประวัติศาสตร์ของกีฬาที่สร้างชาติแอฟริกาใต้ ผมพบว่าแอฟริกาใต้น่าเที่ยวสำหรับคนที่ชอบผจญภัย ชอบวัฒนธรรม ชอบอาหาร ชอบไวน์ และเป็นแหล่งดำน้ำชั้นยอดสำหรับคนที่อยากเจอ Wildlife Encounter เพราะราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ คนไทยไม่ต้องใช้วีซ่า และค่าครองชีพไม่สูง แต่ที่ต้องทำใจคือการดำน้ำที่แอฟริกาไม่ได้สะดวกสบายเหมือนแถบบ้านเรา อย่างที่ Dive Leader คนหนึ่งบอกกับพวกเราว่า “Africa is not for sissies. It’s a place for big boys & big girls, and it’s all real”


Contributor: Thanatat Aniwat