Heaven on Earth ‘Nanga Parbat’ ปากีสถาน

Men's Fitness EditorPlay

“ประเทศ ปากีสถาน” มักขึ้นแท่นระดับเอลิสต์ในหมู่นักท่องเที่ยวปีนเขาสายแข็งที่ชื่นชอบการผจญภัย ความยากลำบาก การได้ท้าทายกับธรรมชาติที่แปลกแตกต่างผสมปนเปกับความเหนือจะคาดเดา โดยเฉพาะดินแดนกิลกิต-บัลติสถาน (Gilgit-Baltistan) แถบภาคเหนือของประเทศ หากคุณเป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวปีนเขาลงห้วยชื่นชมธรรมชาติ หรือไปเที่ยวมารอบโลกจนไม่มีที่ไหนจะสามารถทำให้อะดรีนาลินคุณหลั่งได้อีกแล้ว ขอแนะนำว่ากิลกิต-บัลติสถานจะเป็นตัวเลือกของทริปถัดไปที่เหมาะสมกับคุณอย่างที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะบริเวณดังกล่าวนี้ว่ากันว่าเป็นแหล่งที่อยู่ของกลุ่มก่อการร้ายที่มาพร้อมกับเรื่องเล่าชวนให้เสียวสันหลังวาบจนเราไม่กล้าคิดมาก เพราะไหนๆ ก็ตัดสินใจมาไกลเกิน เกินกว่าจะเดินถอยหลังลงภูเขาได้

เราเริ่มต้นการเดินทางจากเมืองไทยด้วยสายการบินไทยที่มีบริการบินตรงไปยังเมืองอิสลามาบัด (Islamabad) ใช้เวลาเพียงห้าชั่วโมงเท่านั้นและเลือกเดินทางต่อด้วยรถยนต์เพื่อให้มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศระหว่างทางของถนนสายคาราโครัมไฮเวย์ (Karakoram Highway) และเส้นทางสายไหม เส้นทางสายประวัติศาสตร์ที่นักเดินทางต่างใฝ่ฝันถึงว่าอยากจะเดินตามรอยเหล่าพ่อค้าวานิชสักครั้ง แม้ว่าจะมีทางเลือกที่สามารถประหยัดเวลาจากการใช้บริการสายการบินภายในประเทศบินต่อมาลงที่เมืองกิลกิตก็ได้

นักท่องเที่ยวแนวฮาร์ดคอร์หรือบรรดาช่างภาพสายแลนด์สเคปส่วนใหญ่มักเลือกอุทยานแห่งชาติแฟรีมีโดว์ส (Fairy Meadows National Park) ที่ได้รับการยอมรับให้เป็นหัวใจของแคว้นกิลกิตบัลติสถานลงไปในโปรแกรมการเดินทางด้วยแม้ว่าการเดินทางขึ้นไปจะต้องใช้ความแข็งแกร่งทั้งทางจิตใจและร่างกายของผู้เดินทางเป็นสำคัญก็ตาม

ในตอนแรกพอเห็นโปรแกรมแล้วพวกเราจินตนาการเอาเองว่าเป็นการเดินขึ้นจากที่ราบบริเวณสะพานไรกอต (Raikot Bridge) แบบสบายๆ เพราะตรงบริเวณนั้นมีความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป้าหมายของเราคือที่ราบบนแฟรีมีโดว์สที่อยู่ระดับ 3,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งคงไม่หนักหนาสาหัสนัก เดินชมนกชมไม้ ชมป่าสนไปเรื่อยๆ ได้ แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ แล้วกว่าจะผ่านแต่ละจุดไปได้นั้นเล่นเอาต้องลุ้นกันจนขาสั่น การเดินทางเพื่อขึ้นแฟรีมีโดว์สมักเริ่มต้นจากบริเวณสะพานไรกอต พวกเรารับประทานอาหารเช้า ดื่มชานมและเตรียมกระเป๋าเดินทางใบเล็กเพื่อขึ้นไปอยู่บนเขากันสักสองคืน รถจี๊ปสีสันบาดตาจอดรอนักท่องเที่ยวอย่างเราอยู่หน้าโรงแรม ไกด์ฮุสเซนจัดผู้โดยสารขึ้นนั่งคันละ 7-8 คน แต่ละคันต้องมีตำรวจคอยคุ้มกันความปลอดภัยไปกับคณะเราด้วย

คนขับรถจี๊ปส่วนใหญ่ล้วนมีประสบการณ์โชกโชนช่ำชอง เพราะดูจากร่องรอยขูดขีดบนรถที่อาจจะกระแทกกับหินที่หล่นลงมาบ้าง หรือเบียดกับรถที่ขับสวนไปมา (นานๆ จะมีผ่านไปมาสักคัน แต่คนขับจะให้สัญญาณกันเอง) ความกว้างของถนนที่ขึ้นแฟรีมีโดว์สนั้นเพียงพอสำหรับรถจี๊ปคันเล็กๆ คันเดียว ถ้าจะสวนกันต้องหามุมดีๆ เพื่อให้รถคันหนึ่งหลบให้อีกคันหนึ่ง มุมใครมุมมันไม่มีถกเถียงกัน แล้วนักท่องเที่ยวตาใสๆ อย่างเราจะไว้ใจใครได้นอกจากพี่คนขับเครางาม เนื่องจากช่วงที่เราไปถนนบางส่วนได้เกิดหินถล่มลงมา เพราะก่อนหน้าที่คณะเราจะมาหนึ่งสัปดาห์บริเวณนี้เกิดหิมะตกหนัก กลุ่มคนงานยังเดินหน้าเรียงหินซ้อนกันเพื่อถมถนน บ้างก็ยกหินก้อนใหญ่หลบออกข้างทาง ด้วยการโยนลงไปในหุบเหวข้างๆ ตัว ชาวคณะที่ตาดีๆ ชี้ชวนกันดูชั้นหินที่เรียงซ้อนกันหลายสิบเมตรอันก่อร่างขึ้นเป็นถนนที่ใช้ซิ่งกันอยู่นี้ แล้วร้องเบาๆ ว่านี่มันถนนแฮนด์เมดรุ่นบุกเบิก รถจี๊ปเข้ามาได้เพียงไม่ถึงสิบกิโลเมตรแล้วต้องเดินเท้าต่อมายังหมู่บ้าน ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีจึงถึงจุดนัดหมายซึ่งเป็นหมู่บ้านใหญ่ มีชาวบ้านอาศัยอยู่ประมาณ 20 หลังคาเรือน มีโรงเรียนด้วย บริเวณนี้ม้าและผู้ดูแลม้ารอรับเราอยู่ หรือถ้าเราเดินไหวก็อาศัยแรงเท้าของเราเองนี่แหละพาขึ้นสู่แฟรีมีโดว์ส

การเลือกม้าให้กับนักท่องเที่ยวนั้นดูจากผู้ที่จะขี่เป็นหลัก เพราะหากคนที่มีรูปร่างสูงใหญ่ก็ต้องเลือกม้าตัวใหญ่เพื่อให้รับน้ำหนักผู้ขี่ได้ ส่วนเรานั้นได้ม้าขนาดกลางที่ผู้ดูแลม้าเป็นชายหนุ่มอายุ 19 ปี พูดภาษาอังกฤษได้เล็กน้อย กำลังเรียนอยู่ชั้นปี 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ แต่ระหว่างนี้มาหารายได้พิเศษในฤดูกาลท่องเที่ยว เมื่อได้เงินสักก้อนหนึ่งแล้วค่อยกลับไปเรียนต่อ เท่าที่เราสอบถามดูพบว่าบางคนเป็นเจ้าของม้าเอง บางคนรับดูแลม้า อายุหลากหลายแต่ทุกคนเป็นผู้ชายและที่แน่ๆ คือทุกคนมีทักษะในการควบคุมม้าอย่างช่ำชองและปราบพยศม้าได้ด้วย บางคนไว้เนื้อเชื่อใจม้ามากว่าจะไม่พาผู้โดยสารออกนอกเส้นทาง ปล่อยให้เดินเองเลยก็มี ตอนแรกๆ รู้สึกแปลกใจว่าทำไมน้องผู้ดูแลม้าถึงได้ไว้ใจม้าของเขามากนัก แต่พอขี่ม้าไปเรื่อยๆ ก็เบาใจ และเรียนรู้ที่จะไว้เนื้อเชื่อใจเพื่อนสี่ขาหน้าใหม่

สภาพถนนช่วงที่ต้องอยู่บนหลังม้านั้นแคบและชันกว่าตอนนั่งรถจี๊ปมากนัก เราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมรถจี๊ปถึงมาได้แค่นั้น สังเกตจากร่องรอยหินลูกกลมตกลงมาดูน่าหวาดเสียว บางช่วงสภาพถนนไม่น่าไว้วางใจจนผู้ดูแลตัดสินใจให้เราลงเดินเพื่อกระจายน้ำหนัก หรือแม้แต่บางจุดม้าก็คงไม่แน่ใจในความปลอดภัยของตัวเองถึงกับหยุดกึกเลยก็มี เรื่องอย่างนี้ไม่เชื่อม้า (และคนดูแลม้า) แล้วจะเชื่อใคร ภูมิทัศน์สองข้างทางเป็นแนวเทือกเขากว้างไกล ด้านขวาเป็นป่าสนอุดมสมบูรณ์ ด้านซ้ายเป็นหุบเหวลึกมองลงไปเป็นลำธารเชี่ยวกรากสลับกับทุ่งหญ้าราบสวยงามเหมือนในเทพนิยาย ทว่าเมื่อก้มดูพื้นที่ที่ม้าต้องเดินไปเรื่อยๆ แล้วก็ชวนให้เสียวไส้อยู่เหมือนกัน เพราะยิ่งเดินขึ้นสูงมากเท่าไร ทางเดินยิ่งแคบลงแค่ช่วงตัวม้าเท่านั้น

ม้าพาเราเดินมาถึงบริเวณจุดที่พักครึ่งทางของเป้าหมายซึ่งใช้เวลาชั่วโมงเศษกว่าที่เราจะมาถึงหมู่บ้านทาทู (Tatoo Village) ที่ความสูงระดับ 2,900 เมตรจากระดับน้ำทะเล พวกเราพักดื่มไจชานมใส่ขิงซึ่งเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมกับซุปบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปร้อนๆ ฝีมือของบรรดาคนจูงม้ากับไกด์ท้องถิ่นที่ช่วยกันปรุงช่วยกันเสิร์ฟบริการเราอย่างดีไม่มีบกพร่อง พักทั้งม้าและคนให้หายเหนื่อยแล้วพวกเราค่อยไปต่อ

หลังจากนั้นต้องเดินสลับกับขี่ม้าบ้างเป็นระยะ เพราะบางจุดมีดินถล่ม เฉอะแฉะ มีร่องรอยหิมะละลาย เมื่อเราแหงนหน้ามองก็มักเห็นยอดนังกาปาร์บัต (Nanga Parbat) ตั้งตระหง่านรอเราอยู่ไม่ไกล ยิ่งเดินขึ้นมาสูงมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกว่าแรงที่สะสมไว้น้อยลงๆ ทั้งๆ ที่มีม้าคอยเดินตามหลังให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง และพอถึงช่วงโค้งสุดท้ายที่ฮุสเซนและไกด์ท้องถิ่นบอกว่าอีกไม่ไกลแล้ว โชคดีว่าช่วงร้อยเมตรสุดท้ายที่ขึ้นเขาเราได้กลับมาขี่ม้าต่อไม่ต้องเดินไต่ขึ้นเขาเอง พอไปถึงบริเวณที่ราบบนแฟรีมีโดว์สได้เท่านั้นเองน้ำตาไหลออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเหนื่อย ความสวยงามของที่นี่ หรือความโล่งใจ มองเห็นยอดนังกาปาร์บัตที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน สงบนิ่ง แถมด้วยหิมะตกโปรยปรายเป็นการต้อนรับเราและชาวคณะ ยิ่งทำให้รู้สึกถึงช่วงเวลาแสนพิเศษ ความรู้สึกแบบนี้เองที่เรามักบอกตัวเองว่ามันมักเกิดขึ้นในชั่วขณะที่ยากแก่การอธิบาย เพื่อนร่วมคณะเราแต่ละคนก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน หลังจากนั้นพวกเรากล่าวขอบคุณพร้อมโบกมืออำลาม้ากับผู้ดูแลก่อนที่เขาจะกลับมารับเราใหม่ในอีกสองวันข้างหน้า

แฟรีมีโดว์สในวันที่เราขึ้นไปเป็นวันธรรมดา นักท่องเที่ยวยังมีไม่มากนัก พอชมบรรยากาศหิมะที่โปรยปรายเป็นการทักทายเราแล้ว พวกเราก็รีบพาร่างที่ใจยังเต้นรัวเพราะความตื่นเต้นปนหวาดเสียวกับเส้นทางที่ผ่านมาเข้าไปในเรือนไม้สน ฮุสเซนและไกด์ท้องถิ่นรีบก่อเตาไฟให้ความอบอุ่นก่อนที่อากาศหนาวจะสร้างความทรมานให้กับพวกเรามากกว่านี้ หลังจากนั้นไจร้อนๆ ก็พร้อมเสิร์ฟพวกเราอีกครั้ง สองคืนนี้พวกเราเลือกนอนรวมกลุ่มกัน เพราะเรือนไม้สนนี้เป็นที่เดียวบนที่พักในรีสอร์ทเล็กๆ แห่งนี้ที่มีเตาไฟ อุณหภูมิข้างนอกระดับเลขตัวเดียว เสื้อผ้าอุปกรณ์กันหนาวที่ขนขึ้นมาถูกนำออกมาใส่เสริมเพิ่มเติมเพิ่มความอบอุ่น พอสภาพอากาศแปรปรวนหิมะตกได้สักพัก ฝนก็เริ่มตกอีก แต่สักพักฟ้าก็ใส พวกเราพักผ่อนกันสักสองชั่วโมงแล้วช่วงห้าโมงเย็นค่อยออกไปเดินเล่นขึ้นๆ ลงๆ เนิน มองวิวทิวทัศน์ผืนหญ้าเขียวประหนึ่งเดินอยู่ในหมู่บ้านของชาวฮอบบิท ไกด์พาเราเดินรอบทะเลสาบเล็กๆ ที่มีเงาสะท้อนของนังกาปาร์บัตกระเพื่อมแผ่วเบาอยู่ในนั้น ผ่านทิวสนจูนิเปอร์หอมสดชื่นและชมพระอาทิตย์ตกดินกันในหมู่บ้านเล็กที่ร้างราผู้คน ไกด์พูดติดตลกว่าที่นี่เป็นเหมือนพระราชวังฤดูร้อนของคนท้องถิ่น พออากาศดีๆ ก็ทยอยกลับขึ้นมาอยู่อาศัยกัน ส่วนหมู่บ้านด้านล่างที่มีสถานพยาบาลและโรงเรียนจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากพระราชวังฤดูหนาว เดือนเมษายนเป็นช่วงเริ่มเปิดฤดูกาลการท่องเที่ยวของที่นี่ ส่วนใหญ่แล้วร้านรวงของฝากและโรงแรมมักจะเริ่มเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวตั้งแต่เมษายนถึงกันยายนของทุกปี แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเป็นหลักด้วย

เมื่อเข้าวันหยุดสุดสัปดาห์นักท่องเที่ยวชาวปากีสถานทั้งชายและหญิง โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวและนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างเดินขึ้นเขามากันเป็นหมู่คณะ กางเต็นท์นอนกัน ร้องรำทำเพลงรอบกองไฟ จนพวกเราคิดว่าไม่เหนื่อยล้ากันบ้างหรืออย่างไร ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก

ชาวปากีฯ กับภูเขาดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนชาวมองโกลกับม้ามองโกล ท่วงท่าที่เราเห็นพวกเขาปีนเขาจนดูเหมือนว่ารองเท้านั้นมีกาวแปะไว้ แถมมีเทคนิคที่เราสังเกตเอาเองจากไกด์ท้องถิ่นคือการเดินแบบตะแคงเท้า รองเท้าที่พวกเขาใช้กันแสนจะเป็นรองเท้าผ้าใบธรรมดา บางคนใส่รองเท้าแตะหนังเสียอีก ของอย่างนี้เรียกว่าทางใครทางมัน ห้ามเลียนแบบ! ขนาดไกด์ท้องถิ่นต้องดูแลพวกเราพร้อมกันทีละหลายๆ คน วิ่งไปกระโดดมาเหมือนแพะภูเขา แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เหน็ดเหนื่อยเอาเสียเลย ความสูงระดับกว่า 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลทำอะไรพวกเขาไม่ได้จริงๆ

บนแฟรีมีโดว์สมีจุดชมวิวหลายจุด เพียงแค่ยืนมองมาจากเรือนไม้สนที่พักของเราก็เห็นยอดนังกาปาร์บัตและธารน้ำแข็งไรกอตอยู่เบื้องหน้า เรียกว่าถ้าอยากนั่งพักร่างอยู่เฉยๆ ชมวิวไปเพลินๆ แบบไม่ต้องเดินไปไหนอีกแล้วก็ทำได้ หรือจะเดินลงเนินไปอีกนิดก็จะเห็นนังกาปาร์บัตแบบซูมอินเข้าอีกหน่อย พร้อมธงชาติปากีสถานปลิวไสวรอคอยการมาเยือนของนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศ แม้บางครั้งจะดูโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงาไปบ้าง เราเชื่อว่าที่นี่ไม่เคยขาดผู้มาเยือนไม่ว่าการเดินทางมานั้นจะลำบากยากเย็นเพียงใดในสายตาและความรู้สึกของคนที่มาจากพื้นราบอย่างเรา น้องคนหนึ่งในคณะเราถึงกับเอ่ยปากว่าจะไม่กลับมาอีกแล้ว ครั้งเดียวก็เกินพอ ส่วนพี่คนหนึ่งในคณะเป็นโรคกลัวความสูง (Acrophobia) แต่ก็สามารถผ่านพ้นขึ้นมาได้ ใช้พลังใจข่มความกลัวเอาไว้อย่างเข้มแข็ง พวกเราเอาใจช่วยลุ้นตลอดทาง หลังจากที่ขึ้นมาถึงยอดเขาที่นี่ได้เราต่างกระโดดกอดให้กำลังใจกัน ทริปนี้เรายกให้พี่เขาเป็น “Man of the Match” ประจำสาขาแฟรีมีโดว์สไปอย่างไร้คู่เทียบ

รีสอร์ทที่เราไปพักมีเชฟหนุ่มใหญ่ใจดีจากฮุนซา (Hunza) หุบเขาเลื่องชื่อมาคอยบริการทำอาหารให้พวกเราทานกัน ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นแกงกะหรี่ไก่รสเลิศกินคู่กับแป้งนาน ข้าวสวยร้อนๆ มีบางมื้อที่เรานึกสนุกไปบุกครัวขอทอดไข่เจียว ผัดผัก ต้มซุปมันฝรั่งกับมะเขือเทศ ไก่ทอดกระเทียมพริกไทย กินให้พอหายคิดถึงบ้านบ้าง ช่วงเวลาที่พวกเราพักอยู่ที่นี่ในคืนที่สอง ฮุสเซนขอให้เชฟใหญ่ทำเยลลี่พิเศษให้กับพี่คนหนึ่งในคณะเนื่องในวันคล้ายวันเกิด แถมด้วยการเชื้อเชิญหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ชาวปากีฯ ที่ทำงานในรีสอร์ทมาเต้นระบำพื้นเมืองให้พวกเราได้ตื่นตาตื่นใจเพราะทุกคนล้วนเป็นนักเต้นเท้าไฟพลิ้วไหวกันถึงในเรือนพักไม้สน ความสูง 3,300 เมตรจากระดับน้ำทะเลทำอะไรพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้เลย สร้างความประทับใจให้กับพวกเราชาวคณะอย่างมาก เป็นการฉลองวันเกิดสุดพิเศษที่เราเชื่อว่าเจ้าของวันเกิดคงไม่มีวันลืมเลือน


Contributor: Panchana Vatanasathien
Photo: GoGraphy
(Rungkit chareonwat)