คนเราออกกำลังกายไปเพื่ออะไร?

Men's Fitness EditorHealth

หนึ่งในคำตอบที่เราเชื่อมากที่สุดสำหรับการเดินเข้าฟิตเนสวันแรก หรือออกไปวิ่งในสวนวันแรกก็คงตอบคล้ายกันคือ “อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น” คำว่าสุขภาพดีถือเป็นภาษาสากล คุณสามารถมองเห็นความจริงข้อนั้นโดยไม่ต้องปรึกษาใคร ซึ่งต้นตอของความ “อยาก” เปลี่ยนแปลงตัวเองมาจากอะไร? มาจากการที่เราไม่ยอมรับสภาพของตัวเอง เพราะอะไร? เพราะเรารู้ว่าแท้จริงนั้นเราเป็นคนที่ดีกว่าเดิมได้ สมการความคิดที่เรียบง่ายนี้มีผลต่อชีวิตของเราอย่างใหญ่หลวง

เพราะแค่คุณคิดว่าคุณสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ร่างกายคุณก็จะตอบสนองเช่นนั้นด้วย เราเคยเห็นคนพูดกันมาตลอดในเวลาปีใหม่ว่า “ปีนี้จะเริ่มออกกำลังกายแล้ว” แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด นั่นเพราะคุณไม่วางแผน คิดแต่ว่าอยากจะมีซิกแพ็คเร็วๆ สุดท้ายพอผ่านไปได้เดือนเดียวแล้วยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงก็เป็นอันล้มเลิก “กำแพงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือตัวคุณเอง” เป็นเรื่องจริง แต่การก้าวข้ามกำแพงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไมได้ หากคุณเรียนรู้ที่จะปีนอย่างถูกวิธี การทำความเข้าใจเสียก่อนว่าทุกอย่างมันมีขั้นตอน มีกระบวนการของมัน คุณควรจะวางแผนระยะสั้น และแผนระยะยาว เพื่อความสำเร็จของคุณ

 

เราขอยกตัวอย่างง่ายๆ จากคำพูดว่า “ฉันอยากมีซิกแพ็คเร็วๆ” กับ “ฉันจะต้องไปยิมอย่างน้อยสัปดาห์ละสามวัน โดยออกกำลังกายเบาหรือหนักแค่ไหนก็ได้” สองประโยคนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คุณคิดว่าคำพูดไหนที่ยึดติดกับความเป็นจริงมากกว่ากัน? การบิดวิธีคิดเล็กๆ นี้สร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างอย่างใหญ่หลวง คนที่เลือกแบบแรกนั้นฝืนร่างกายตัวเองตลอดเวลา ตั้งแต่บังคับตัวเองให้ตื่นเช้า กินแต่อกไก่กับผักใบเขียว ออกกำลังกายอย่างหนัก สุดท้ายร่างกายไปต่อไม่ไหวเพราะความเครียดที่สูงขึ้น วิธีนี้อาจเหมาะสำหรับนักกีฬามืออาชีพมากกว่า ส่วนคนที่เลือกแบบที่สอง สามารถใช้ชีวิตปกติได้อย่างมีความสุข ได้กินของที่อยากกินบ้าง และฝืนตัวเองไปออกกำลังกายสัปดาห์ละแค่ 3 วัน เพราะฉะนั้นคนที่เลือกแบบนี้อาจไม่ได้มีซิกแพ็คในเร็ววัน แต่เขาสามารถใช้ชีวิตในไลฟ์สไตล์แบบนี้ได้เป็นปี โดยที่เขาไม่รู้สึกว่าลำบากอะไรเลย แถมยังได้กำไรเป็นสุขภาพที่ดี นี่เป็นเพียงตัวอย่างง่ายๆ สำหรับคนที่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเหมือนกัน แต่มีวิธีที่แตกต่างกัน

สมการชีวิตที่ว่านี้ นอกจากจะสอนให้คุณรู้จักรักตัวเองแล้ว ความรักนั้นยังกระจายไปสู่คนอื่นโดยบางทีคุณอาจไม่รู้ตัว คุณอยากพาคนรักไปกินของที่มีประโยชน์ คุณห้ามปรามเพื่อนๆ ที่เป็นนักดื่มให้ดื่มน้อยลง คุณเริ่มเป็นตัวตั้งตัวตีในการชวนคนอื่นไปออกกำลังกาย นี่เป็นเพียงข้อดีบางประการที่คุณจะได้รับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มวิ่งหรือเริ่มเข้าฟิตเนส หยาดเหงื่อและความเหนื่อยจากการออกกำลังกายยังผลักดันให้คุณไปได้ไกลขึ้นในชีวิตจริง เพราะมันสอนให้คุณรู้จักก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเจอบททดสอบแบบไหนเข้ามาในชีวิต คุณก็ยังมีความรู้สึกว่า “ฉันจะต้องผ่านมันไปให้ได้”

คำตอบของเดวิด เบคแคม อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษจากแคมเปญ #WhatsYourWhy ของ AIA ก็ใช้สมการเดียวกัน “การมีชีวิตเพื่ออยู่ดูแลคนที่เรารัก” คงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับใครหลายคน เพราะความรักถือเป็นพลังในการขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดในชีวิต ไม่ว่าคุณจะร่ำรวยล้นฟ้าหรือมีชื่อเสียงมากที่สุด คงไม่มีประโยชน์อะไรหากคุณไม่ได้มีสุขภาพที่ดีหรือไม่ได้อยู่กับคนที่คุณรัก แม้เขาจะไม่ได้ซ้อมกีฬาจริงจังเหมือนแต่ก่อน แต่เขาก็พยายามออกกำลังกายโดยเฉพาะคาร์ดิโอและเล่นบอดี้เวตเท่าที่จำเป็น แม้ว่าตารางงานเขาจะยุ่งขนาดไหน เขายังคงหาเวลาออกกำลังกายได้เสมอ โดยการกระทำของเขาทำให้เราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า สุดท้ายแล้วเรารออะไรอยู่ ตื่นให้เช้ากว่าปกติสักครึ่งชั่วโมงไหม? เลิกงานเสร็จแล้วไปวิ่งในสวนสัก 45 นาทีไหม? หรือเย็นนี้จะกินสลัดบ้างเพราะช่วงนี้ไม่ค่อยได้กินผัก ฯลฯ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่การกระทำ ซึ่งเราเชื่อว่าความคิดที่ดีจะส่งผลให้เกิดการกระทำที่ดี แม้ช่วงเริ่มต้นอาจทุลักทุเลไปบ้าง แต่เมื่อร่างกายเริ่มชิน มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คุณ

บอกกับตัวเองเสมอว่า ไม่มีสิ่งใดที่ยากเกินไปสำหรับการเริ่มต้นดูแลตัวเอง และนั่นก็จะทำให้คุณอยากดูแลคนใกล้ชิดของคุณด้วย

เพราะสมการชีวิตที่ว่านี้นอกจากจะตอบคำถามว่า “คนเราออกกำลังกายเพื่ออะไร” อย่างตรงไปตรงมาแล้ว ยังช่วยให้คุณแกร่งมากพอที่จะพร้อมรับทุกสถานการณ์ในชีวิตอีกด้วย